คำศัพท์ที่ควรรู้
รวบรวมคำศัพท์สำคัญเกี่ยวกับ Bitcoin และบล็อกเชน แปลภาษาเทคนิคให้เป็นภาษาชาวบ้าน
Double-Spend
ปัญหาการใช้เงินซ้ำเงินดิจิทัลเป็นแค่ไฟล์หรือตัวเลข จึงเสี่ยงถูกจ่ายซ้ำ 2 รอบ Bitcoin แก้ด้วยการให้ผู้จดบัญชีตัดสินรายการที่ขัดแย้งกันทุก ~10 นาที
Hash Function
เครื่องเขย่าข้อมูลใส่อะไรเข้าไปก็พ่นตัวเลขมหึมาออกมา ทายผลไม่ได้ เปลี่ยนข้อมูลนิดเดียวผลเปลี่ยนหมด — หัวใจของโจทย์ปริศนาการขุด
Block (บล็อก)
กล่องใส่รายการกล่องที่รวมรายการธุรกรรมที่รออยู่ รอผู้ชนะการขุดเอาไปต่อลงสมุดบัญชีรวม
Mining (การขุด)
แข่งแก้โจทย์ทายเลขการแข่งกันแก้โจทย์ปริศนาเพื่อชิงสิทธิ์เป็นผู้จดบัญชีรอบนั้น ทำให้ไม่มีใครคุมเกมได้โดยไม่ต้องมีหัวหน้า
Block Reward
รางวัลนักขุดบิทคอยน์ก้อนใหม่ที่ 'ถือกำเนิดขึ้น' ให้นักขุดผู้ชนะเป็นรายบล็อก — ต้นกำเนิดของบิทคอยน์ทุกเหรียญในโลก
ผู้จดบัญชี
คนสุ่มที่ได้สิทธิ์ลงสมุดทุกราว 10 นาที จะมีผู้ชนะการขุดคนเดียวได้เลือกว่ารายการไหนคือ 'ของจริง' แล้วลงมันลงสมุด
Blockchain (บล็อกเชน)
สายโซ่ของกล่องสมุดบัญชีที่เขียนเป็นกล่องต่อ ๆ กัน กล่องใหม่ล็อกกับกล่องเก่าเสมอ ทำให้แก้ไขประวัติย้อนหลังแทบเป็นไปไม่ได้
กฎสายโซ่ยาวสุดชนะ
Longest Chain Ruleถ้ามีสมุดบัญชี 2 เวอร์ชันไม่ตรงกัน ให้เชื่อเวอร์ชันที่สายโซ่ยาวกว่า เพราะยาวกว่า = มีคนทุ่มแรงขุดมากกว่า
Satoshi Nakamoto
ผู้ก่อตั้งลึกลับชื่อของคน (หรือกลุ่มคน) ที่เปิดตัว Bitcoin ต้นปี 2009 หลังวิกฤตการเงินโลก — จนถึงวันนี้ยังไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นใคร
UTXO (Outputs)
ก้อนเงินที่ยังไม่ได้ใช้เงินในบิทคอยน์ไม่ได้เก็บเป็นยอดคงเหลือ แต่เก็บเป็นก้อนเงิน (Outputs) แยกกันเหมือนตู้เซฟที่มีล็อกติดอยู่ เวลาใช้ต้องยกทั้งก้อนแล้วสร้างก้อนใหม่
Public Key (กุญแจสาธารณะ)
เลขตู้รับพัสดุ / เลขบัญชีกุญแจสำหรับแจกให้คนอื่น เพื่อใช้ฝังล็อกส่งเงินมาให้เรา คำนวณมาจาก Private Key เปิดเผยให้ใครรู้ก็ได้
Private Key (กุญแจส่วนตัว)
รหัสปลดล็อกเงินความลับสุดยอดตัวเลขสุ่มขนาด 256 บิตที่ใช้ไขปลดล็อกเงินเพื่อทำธุรกรรม ห้ามให้ใครรู้เด็ดขาด ใครได้ไปเท่ากับได้เงินทั้งหมดของเรา
Digital Signature (ลายเซ็นดิจิทัล)
หลักฐานการอนุมัติโอนเงินหลักฐานที่สร้างจาก Private Key เพื่อพิสูจน์ความเป็นเจ้าของเงินก้อนนั้นจริง โดยไม่ต้องเปิดเผยกุญแจส่วนตัวให้ใครเห็น
Peer-to-Peer (P2P)
เครือข่ายเพื่อนช่วยเพื่อนการสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์โดยตรงแบบไม่มีเซิร์ฟเวอร์กลาง ทุกเครื่องเท่าเทียมกัน และกระจายข้อมูลต่อ ๆ กันแบบปากต่อปาก
Node (โหนด)
ผู้เฝ้ากติกาบิทคอยน์คอมพิวเตอร์ที่เปิดโปรแกรมบิทคอยน์ คอยตรวจสอบกติกา แชร์ข้อมูลธุรกรรม และเก็บสำเนาบล็อกเชนไว้เองโดยไม่มีใครบังคับ
Mempool (Memory Pool)
คลังพักคอยธุรกรรมพื้นที่พักคอยชั่วคราวบนโหนดสำหรับธุรกรรมใหม่ที่เพิ่งส่งเข้าเครือข่าย เพื่อรอนักขุดหยิบไปบรรจุลงบล็อกถาวร
Genesis Block
บล็อกแรกสุดของโลกบล็อกหมายเลข 0 จุดเริ่มต้นของบล็อกเชนบิทคอยน์ที่ถูกขุดขึ้นมาเมื่อต้นปี 2009 โดย Satoshi Nakamoto
Block Header (ส่วนหัวของบล็อก)
ใบปะหน้าบล็อกข้อมูลขนาดเล็กประจำบล็อกที่บอกรายละเอียดสำคัญ เช่น แฮชบล็อกเก่า, Merkle Root, Nonce และเป้าหมายความยาก เป็นจุดที่นักขุดใช้คำนวณแฮช
Nonce (Number Used Once)
ตัวเลขสุ่มสำหรับขุดตัวเลขสุ่มในหัวบล็อกที่นักขุดไล่เปลี่ยนค่าไปเรื่อย ๆ นับล้านครั้งต่อวินาที เพื่อให้ได้ผลคำนวณแฮชต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนด
Difficulty Adjustment
การปรับความยากอัตโนมัติกลไกปรับเป้าหมายความยากในการขุดทุก ๆ 2,016 บล็อก (~2 สัปดาห์) เพื่อรักษารอบการออกบล็อกให้อยู่อันดับเฉลี่ย 10 นาทีเสมอ
Halving
การลดรางวัลขุดครึ่งหนึ่งเหตุการณ์ที่รางวัลบิทคอยน์ใหม่จากการขุดจะถูกลดลงครึ่งหนึ่งทุก ๆ 210,000 บล็อก (~4 ปี) เพื่อจำกัดจำนวนบิทคอยน์ไว้ที่ 21 ล้านเหรียญ
Bitcoin Address (ที่อยู่บิทคอยน์)
รหัสรับเงินฉบับอ่านง่ายรหัสที่แปลงมาจาก Public Key โดยผ่านกระบวนการเข้ารหัสให้สั้นลง อ่านง่าย และมีระบบตรวจจับการพิมพ์ผิด
Bitcoin Script (สคริปต์ล็อก)
เงื่อนไขการใช้เงินภาษาโปรแกรมขนาดเล็กแบบ Stack-based ที่ติดไปกับ Outputs แต่ละก้อน เพื่อกำหนดเงื่อนไขว่าต้องใช้กุญแจหรือเงื่อนไขใดในการปลดล็อกเงิน
ECC (secp256k1)
คณิตศาสตร์เส้นโค้งเอลลิปติกสูตรคณิตศาสตร์ทางเดียวที่ใช้สร้าง Public Key จาก Private Key คำนวณไปข้างหน้าได้ง่าย แต่ย้อนกลับแทบเป็นไปไม่ได้
ECDSA
อัลกอริทึมสร้างและตรวจลายเซ็นดิจิทัลElliptic Curve Digital Signature Algorithm เป็นมาตรฐานคณิตศาสตร์ที่ Bitcoin ใช้สร้างผลลัพธ์ (r, s) เพื่อยืนยันว่าเป็นเจ้าของกุญแจจริงโดยไม่ต้องเปิดเผย Private Key
SegWit (Segregated Witness)
การแยกพยานออกจากธุรกรรมการอัปเกรดในปี 2017 ที่ย้ายข้อมูลส่วนปลดล็อก (ลายเซ็นและกุญแจ) ไปไว้ท้ายธุรกรรม เพื่อแก้ปัญหาความดัดแปลงได้ของธุรกรรม ลดค่าธรรมเนียม และช่วยขยายพื้นที่บล็อก
Transaction Malleability
ความดัดแปลงได้ของธุรกรรมปัญหาเดิมที่ลายเซ็นดิจิทัลสามารถถูกดัดแปลงทางคณิตศาสตร์ได้โดยที่ยังตรวจผ่าน แต่ทำให้ค่าแฮช TXID เปลี่ยนไป จนส่งผลให้เลขอ้างอิงธุรกรรมไม่เสถียร
TXID (Transaction ID)
เลขอ้างอิงธุรกรรมรหัสแฮชประจำตัวเฉพาะของแต่ละธุรกรรม ใช้ระบุและติดตามสถานะการโอนเงินบนบล็อกเชน
Witness (พยาน)
ข้อมูลส่วนปลดล็อกข้อมูลยืนยันสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ เช่น ลายเซ็นดิจิทัลและ Public Key ที่ถูกแยกออกมาอยู่ท้ายธุรกรรมในโครงสร้าง SegWit และได้ส่วนลดน้ำหนักบล็อก 75%
Block Weight
น้ำหนักของบล็อกหน่วยวัดขนาดบล็อกแบบใหม่หลัง SegWit (จำกัด 4 ล้านหน่วย) โดยข้อมูลทั่วไปคิด 4 หน่วยต่อไบต์ แต่วิทเนสคิด 1 หน่วยต่อไบต์ ทำให้บล็อกจุธุรกรรมได้เทียบเท่า ~1.8-2 MB
Soft Fork / Hard Fork
การอัปเกรดแบบนุ่มนวล / แบบเฉียบขาดรูปแบบการเปลี่ยนกติกาบล็อกเชน; Soft Fork รองรับโหนดเก่าโดยไม่แตกสายโซ่ ส่วน Hard Fork กฎใหม่ไม่เข้ากันกับโหนดเก่า เสี่ยงทำให้สายโซ่แยกเป็น 2 ฝั่ง
Wallet (กระเป๋าเงินบิทคอยน์)
พวงกุญแจจัดการสิทธิ์ซอฟต์แวร์หรืออุปกรณ์ที่ใช้จัดการกุญแจส่วนตัวและที่อยู่ ไม่ได้เก็บเหรียญไว้ข้างใน แต่ใช้ตรวจสอบยอดและเซ็นอนุมัติธุรกรรมบนบล็อกเชน
Hot Wallet (กระเป๋าร้อน)
กระเป๋าออนไลน์พร้อมใช้กระเป๋าเงินที่ทำงานบนอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลา เช่น แอปมือถือหรือคอมพิวเตอร์ สะดวกในการรับส่งเงินก้อนเล็ก แต่มีความเสี่ยงจากมัลแวร์
Cold Wallet / Hardware Wallet
กระเป๋าเย็น / ฮาร์ดแวร์วอลเล็ตอุปกรณ์แยกต่างหากที่เก็บกุญแจส่วนตัวแบบออฟไลน์ 100% ไม่แตะอินเทอร์เน็ต การเซ็นธุรกรรมเกิดขึ้นในชิปเครื่อง ปลอดภัยสูงสุดสำหรับเงินเก็บก้อนใหญ่
Seed Phrase (รหัสเมล็ดพันธุ์)
คำกู้คืน 12-24 คำชุดคำภาษาอังกฤษที่สุ่มขึ้นตอนสร้างกระเป๋าครั้งแรก เป็นต้นกำเนิดของกุญแจและที่อยู่ทั้งหมด สามารถใช้กู้คืนกระเป๋าได้ทุกเมื่อหากอุปกรณ์สูญหาย
Not Your Keys, Not Your Coins
ไม่ถือกุญแจ ไม่ใช่เหรียญเราคำเตือนคลาสสิกในวงการบิทคอยน์ หากฝากเหรียญไว้ในแอปศูนย์ซื้อขายที่ไม่ได้ถือกุญแจส่วนตัวเอง เหรียญนั้นยังไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของเราอย่างแท้จริง